BeDee

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้องแบบไหนเสี่ยง?

โรคกระเพาะอาหารคืออาการที่เยื่อบุภายในกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ สาเหตุที่พบบ่อยคือการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylor

Last updated: 6/8/2569

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้องแบบไหนเสี่ยง?

Key Takeaways

• โรคกระเพาะอาหารอักเสบคือภาวะที่เยื่อบุภายในกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบหรือระคายเคือง สาเหตุที่พบบ่อยคือการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori

• อาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เช่น ปวดท้อง หลังจากกินอาหารหรือขณะท้องว่าง ท้องอืด แน่นท้อง เรอบ่อย มีลมในท้อง คลื่นไส้ อาเจียน

• หากมีอาการปวดท้อง สงสัยโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรรีบปรึกษาแพทย์

โรคกระเพาะอาหารคืออะไร?

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) คือ ภาวะที่เยื่อบุภายในกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบหรือระคายเคือง สาเหตุที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบและแผลในกระเพาะอาหารคือการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้องโรคกระเพาะแบบเรื้อรัง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ หรืออาเจียน เป็นต้น

ส่วนโรคกระเพาะอาหารอักเสบแบบเฉียบพลันสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ยาบางชนิด การดื่มสารกัดกร่อน การติดเชื้อบางชนิด หรือความเจ็บป่วยหนักทางด้านร่างกาย โรคกระเพาะอาหารอักเสบอาจวินิจฉัยได้ยากจากการซักประวัติหรือตรวจร่างกาย ผู้ป่วยควรตรวจด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหารหรือตรวจชิ้นเนื้อจึงจะวินิจฉัยได้อย่างแน่ชัด คำว่าโรคกระเพาะอาหารจึงมักถูกใช้เป็นคำรวม ๆ เพื่อเรียกอาการ Dyspeptic Symptoms มากกว่า

โรคกระเพาะอาหารรักษาอย่างไรดี? ปรึกษาคุณหมอที่แอป BeDee สะดวก ส่งยาถึงที่

อาการของโรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหารอาการอาจแตกต่างออกไปตามความรุนแรง โดยทั่วไปแล้วอาการของโรคกระเพาะที่พบบ่อย ได้แก่

• ปวดท้องหรือ แสบกระเพาะอาหาร แสบร้อนที่บริเวณช่องท้องส่วนบนหรือลิ้นปี่ มักเกิดหลังจากกินอาหารหรือขณะท้องว่าง

• ท้องอืด หรือรู้สึกแน่นท้อง

• เรอบ่อย หรือมีลมในท้อง

• คลื่นไส้ และอาเจียน

• อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นสีดำ บ่งบอกถึงอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือระบบทางเดินอาหาร

• เบื่ออาหาร หรือรู้สึกอิ่มเร็วแม้ทานอาหารไม่มาก

• น้ำหนักลด กรณีที่อาการรุนแรงมาก

อาการโรคกระเพาะที่ควรพบแพทย์ทันที

• ปวดท้องกระเพาะรุนแรง ปวดท้องจนทนไม่ไหว

• ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ

• อาเจียนเป็นเลือด

• น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

• คลื่นไส้ อาเจียนต่อเนื่อง

• ท้องอืด แน่นท้องผิดปกติ โดยเฉพาะหากอาการไม่ดีขึ้นหลังจากรับประทานยาหรือปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร

• คลำได้ก้อนบริเวณท้อง หรือคลำได้ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณอื่น

• ตรวจพบร่วมกับอาการซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะเกิดจากอะไร? โดยทั่วไปแล้วโรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดได้จากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย เกิดการระคายเคืองจนกระเพาะอักเสบ เช่น

• การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori (H. Pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นแผลในเยื่อบุกระเพาะอาหาร สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านทางน้ำลาย อาเจียน อุจจาระ การรับประทานน้ำหรืออาหารร่วมกัน

• การติดเชื้ออื่น ๆ เช่น กลุ่มแบคทีเรีย Enterococci, Mycobacterium หรือ ไวรัสกลุ่ม Cytomegalovirus, Enterovirus

• การทานยากลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน เนื่องจากยากลุ่มนี้จะลดการสร้างสาร Prostaglandin ซึ่งช่วยทำให้กระเพาะสร้างเมือกและสารป้องกันตัวเองจากกรด จึงเกิดการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหากใช้เป็นเวลานาน

• โรคทางภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Gastritis)

• การดื่มแอลกอฮอล์

• การสูบบุหรี่

• ความเครียดทางร่างกาย เช่น ผู้ป่วยหนัก หรือความเครียดทางจิตใจ เช่น โรคเครียด

• การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลาทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมาโดยไม่มีอาหารไปช่วยดูดซับ ทำให้เกิดการระคายเคืองได้

• การรับประทานอาหารที่มีกรดหรือมีรสจัด สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กรดในกระเพาะอาหารเยอะเกิดจากการทานอาหารรสเผ็ด เปรี้ยว หรืออาหารที่มีกรดสูง

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอาหาร

ปวดท้องกระเพาะกินยาอะไรดี ? ยาแก้ปวดท้องกระเพาะควรกินตัวไหน ? ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจถึงวิธีการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบก่อน แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอาหารในปัจจุบันนั้นจะเน้นการรักษาด้วยยาร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

• การรักษาโรคกระเพาะอาหารด้วยยากลุ่มยาลดการสร้างกรด เช่น รานิทิดีน ฟาโมทิดีน โอเมพราโซล และแลนโซพราโซลกลุ่มยาลดความเป็นกรดในกระเพาะ เช่น Antacids, Alum milk กลุ่มยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ร่วมกับยาลดกรด กรณีที่ตรวจพบการติดเชื้อ H. Pylori

• กลุ่มยาลดการสร้างกรด เช่น รานิทิดีน ฟาโมทิดีน โอเมพราโซล และแลนโซพราโซล

• กลุ่มยาลดความเป็นกรดในกระเพาะ เช่น Antacids, Alum milk

• กลุ่มยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ร่วมกับยาลดกรด กรณีที่ตรวจพบการติดเชื้อ H. Pylori

• การปรับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มรสเผ็ด เปรี้ยว ของมัน คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และอาหารหมักดองแบ่งทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ และบ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดการหลั่งกรดและป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารว่างนานเกินไปลดหรือหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม Non-steroidal Anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), เมเฟนามิค แอซิด (Mefenamic acid), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), นาพรอกเซน (Naproxen) เป็นต้น เพราะจะทำให้กัดกระเพาะ พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากความเครียดสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้นหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตินสามารถเพิ่มการหลั่งกรดและทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้า

• หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มรสเผ็ด เปรี้ยว ของมัน คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และอาหารหมักดอง

• แบ่งทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ และบ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดการหลั่งกรดและป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารว่างนานเกินไป

• ลดหรือหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม Non-steroidal Anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), เมเฟนามิค แอซิด (Mefenamic acid), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), นาพรอกเซน (Naproxen) เป็นต้น เพราะจะทำให้กัดกระเพาะ

• พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากความเครียดสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

• พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

• ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตินสามารถเพิ่มการหลั่งกรดและทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้า

ปรึกษาการทานยาโรคกระเพาะและยาอื่น ๆ กับเภสัชกรที่แอป BeDee ได้ทุกวันถึงเที่ยงคืนไม่มีค่าปรึกษา ส่งยาถึงที่

การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหารอักเสบนอกจากจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori (H. Pylori) แล้วยังอาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราได้อีกด้วยโดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของคนเราในปัจจุบันที่มักจะรีบเร่ง มีความเครียดความกดดันสูง รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา โรคกระเพาะอาหารอักเสบวิธีป้องกัน ได้แก่

• รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

• ไม่ควรงดอาหารเช้า

• รับประทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด และไม่ควรทานในปริมาณมากจนแน่นท้อง

• หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มรสเผ็ด เปรี้ยว ของมัน คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และอาหารหมักดอง

• หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม Non-steroidal Anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), เมเฟนามิค แอซิด (Mefenamic acid), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), นาพรอกเซน (Naproxen) เป็นต้น เพราะจะทำให้กัดกระเพาะ

• พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากความเครียดสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

• พักผ่อนให้เพียงพอ

• ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ

• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการโรคกระเพาะอาหาร

1. โรคกระเพาะอาหาร หายขาดได้ไหม?

โรคกระเพาะอาหารอักเสบสามารถรักษาให้อาการสงบได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ป่วย ผู้ป่วยโรคโรคกระเพาะอาหารอักเสบหลายคนมักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ป่วยพอรู้สึกว่าอาการหายดีแล้วก็จะกลับมาทานอาหารไม่ตรงเวลาหรือกลับมาทานอาหารไม่เหมาะสมเหมือนเดิม หากมีอาการโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม

2. โรคกระเพาะรักษาเองได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบในผู้ป่วยแต่ละราย บางสาเหตุสามารถรักษาด้วยตัวเองได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและทานยาลดกรด บางสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ H. pylori ควรได้รับการรักษาที่เฉพาะเจาะจงให้หายขาด แต่หากเป็นโรคกระเพาะรุนแรงหรือเรื้อรัง แนะนำปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน

3. ปวดท้องหลังกินข้าว ทําไงดี?

อาการปวดท้องหลังกินข้าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อน หากมีอาการปวดท้องเบื้องต้นให้ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ดื่มน้ำเปล่า งดชา กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวจัด อาหารรสมัน และปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการเพิ่มเติมเพื่อทำการรักษาต่อไป

สงสัยโรคกระเพาะอาหารหรือมีอาการปวดท้องรีบปรึกษาคุณหมอ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบสร้างความลำบากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากปล่อยไว้อาจลุกลามและยากต่อการรักษามากขึ้น นอกจากนี้อาการปวดท้องยังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาต่อไป

ปรึกษาหมอออนไลน์ นักกำหนดอาหาร พยาบาล และปรึกษาเภสัชกรแบบไม่มีค่าใช้จ่ายบนแอป BeDee ได้ทุกวัน ส่งยาและสินค้าถึงที่ สอบถามเพิ่มเติม Line Official : @BeDeebyBDMS

Content powered by BeDee Expert

พญ.ภาวิตา คงธนาสมบูรณ์

แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

เรียบเรียงโดย

กรวรรณ ใจซื่อกุล

Gastritis – Symptoms and causes. (n.d.). Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/gastritis/symptoms-causes/syc-20355807

Website, N. (2024e, June 19). Gastritis. nhs.uk. https://www.nhs.uk/conditions/gastritis/

Azer SA, Awosika AO, Akhondi H. Gastritis. [Updated 2024 Jun 22]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK544250/