BeDee

กรดไหลย้อนแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว เช็กสัญญาณเตือนและวิธีรักษา

กรดไหลย้อนภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร มีสาเหตุจากกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว

Last updated: 6/8/2569

กรดไหลย้อนแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว เช็กสัญญาณเตือนและวิธีรักษา

กรดไหลย้อน โรคที่พบได้บ่อยมากขึ้นเนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทั้งผู้ที่มีโรคเครียด ขาดการออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายน้อย รับประทานอาหารแล้วนอนทันที ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อนมากขึ้น สร้างความยากลำบากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีบริการปรึกษาหมอออนไลน์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาโรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน (GERD) คือ

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD) คือภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ซึ่งมีสาเหตุจากกรดในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอกตั้งแต่บริเวณลิ้นปี่ลามขึ้นมาที่หน้าอกและลำคอ เรอมีกลิ่นเปรี้ยว อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นโดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก นอนหงาย โน้มตัวไปข้างหน้า หรือการยกของหนัก เป็นต้น

อาการกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อนที่สังเกตได้ เช่น

• รู้สึกแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ แสบร้อนกลางอกหรือเจ็บแสบกลางอกหลังรับประทานอาหาร

• มีอาหารย้อนขึ้นมาในปากและคอ

• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและลำคอ

• จุกเสียด แน่นท้องบริเวณลิ้นปี่

สาเหตุกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้

• หลอดอาหารมีการบีบตัวผิดปกติ ทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปผ่านหลอดอาหารได้ช้า หรือทำให้อาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาค้างอยู่ที่หลอดอาหารนานกว่าปกติ

• กระเพาะอาหารมีการบีบตัวผิดปกติทำให้อาหารตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนาน ส่งผลให้เกิดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากกว่าเดิม

• หูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารที่ทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนมีความผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม สูบบุหรี่ การใช้ยาบางชนิด เป็นต้น

• ความรู้สึกของหลอดอาหารไวกว่าปกติ

• เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น รับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนทันที หรือผู้ที่มีโรคเครียด หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน

ผู้ที่เสี่ยงเป็นกรดไหลย้อน

ผู้ที่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้อาจเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน

• รับประทานอาหารแล้วนอนทันที

• รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา

• ผู้ที่ดื่มสุรา น้ำอัดลม สูบบุหรี่เป็นประจำ

• ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

• รับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัด รวมถึงอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ

• ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า หญิงตั้งครรภ์

• ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ความแตกต่างระหว่างกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะ

หลายครั้งผู้ป่วยอาจสับสนระหว่างอาการของโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารมักจะมีอาการปวดแน่นท้อง แสบท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ ท้องอืด อุจจาระเป็นสีดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด แต่จะไม่มีอาการแสบร้อนกลางอกหรือเจ็บแสบกลางอกขึ้นมาถึงบริเวณลำคอเหมือนกับผู้ป่วยกรดไหลย้อน ทั้งนี้ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยอาการเพิ่มเติมอีกครั้งเพื่อความชัดเจน

การวินิจฉัยกรดไหลย้อน

การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนนั้นแพทย์จะพิจารณาอาการเบื้องต้นจากผู้ป่วย ในกรณีที่ต้องการตรวจเชิงลึกเพื่อความแม่นยำมากขึ้นอาจใช้การตรวจเหล่านี้เพิ่มเติมร่วมด้วย

• การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น

• การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร

• การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง

• การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

• การตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร

วิธีรักษากรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนมีแนวทางการรักษาทั่วไปดังนี้

• การรักษาด้วยยา เช่น การรับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหาร ยาลดกรดในกระเพาะ เป็นต้น

• การผ่าตัด แพทย์อาจใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดในกรณีที่รักษาด้วยยาเป็นเวลานานแล้วไม่สามารถควบคุมอาการหรือหยุดยาได้ หรือกรณีที่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยาเป็นเวลานานได้และเกิดผลข้างเคียงจากยา

ภาวะแทรกซ้อนจากกรดไหลย้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจพบได้ เช่น อาการเลือดออกในทางเดินอาหาร

เนื่องจากกรดในกระเพาะมากเกินไป ทำให้เกิดเป็นแผลในกระเพาะ เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบ กลืนอาหารลำบาก หรืออาจเกิดแผลและเลือดออกบริเวณหลอดอาหารเรื้อรัง

กรดไหลย้อน ทานอะไรได้บ้าง

อาหารที่ควรทานสำหรับผู้เป็นกรดไหลย้อน

• อาหารไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา ไก่ ไข่ขาว นมไขมันต่ำ น้ำเต้าหู้

• อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ โดยผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ผลไม้ที่ไม่มีกรด เช่น กล้วย แตงโม แคนตาลูป แอปเปิ้ล พีช ลูกแพร์ อะโวคาโด เป็นต้น

• อาหารที่มีไขมันดี เช่น อโวคาโด ปลาแซลมอน ถั่ว แฟลกซ์ซีด น้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

• ดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ เพราะขิงจะช่วยขับลม กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ลดอาการท้องอืด

อาหารที่ไม่ควรทานสำหรับผู้เป็นกรดไหลย้อน

• อาหารหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด เช่น ส้ม องุ่น มะนาว มะเขือเทศ สับปะรด น้ำส้มสายชู ฯลฯ

• อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด อาหารมัน อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ นม เนย ชีส ไอศกรีม หรือไขมันจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น

• อาหารรสเผ็ด

• เครื่องดื่มคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ

• แอลกอฮอล์ สุรา ไวน์ ค็อกเทล หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

• อาหารหมักดอง ผลไม้ดอง ปลาร้า ผักกาดดอง ผลไม้แช่อิ่ม กิมจิ

• ผักดิบ

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เมื่อป่วยหรือแม้แต่ยังไม่ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนควรปฏิบัติดังนี้

• ไม่นอนทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ควรเว้นระยะเวลารับประทานอาหารเย็นอย่างน้อย 3 ชั่วโมงแล้วจึงเข้านอน

• ออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมการกินไม่ให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน

• หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต เปปเปอร์มินต์

• ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ปริมาณมาก

• หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

• พยายามไม่เครียด ทำจิตใจให้สบาย

• นอนยกศีรษะสูงขึ้นประมาณ 15 เซนติเมตรและนอนในท่าตะแคงซ้ายหากมีอาการ

วิธีป้องกันกรดไหลย้อน

• หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต เปปเปอร์มินต์

• แบ่งรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ

• ไม่ควรรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนทันที ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงแล้วจึงเข้านอน

• หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

• นอนยกศีรษะสูงให้ช่วงลำตัวสูงขึ้น

• สวมเสื้อผ้าสบาย ๆ ไม่สวมเสื้อผ้ารัดแน่น

• หลีกเลี่ยงความเครียด

• ออกกำลังกายและควบคุมอาหารไม่ให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรดไหลย้อน

ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนทานเองได้ไหม?

ยารักษากรดไหลย้อนบ้างประเภทนั้นผู้ป่วยสามารถหาซื้อเองได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาทุกครั้งเพื่อรับคำแนะนำการใช้ยา ผลข้างเคียง และข้อจำกัดการใช้ยา รวมถึงวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางประเภทที่ส่งผลทำให้เกิดกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนรักษาหายไหม?

โรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการปรับพฤติกรรมร่วมกับการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับตัวผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาและแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์และเภสัชกร

ถ้าไม่รักษากรดไหลย้อนจะมีผลเสียอะไรตามมา?

โรคกรดไหลย้อนหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอย่างเหมาะสมอาจพัฒนากลายเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งได้ เมื่อสังเกตพบว่ามีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์และเภสัชกรโดยด่วยเพื่อไม่ให้อาการลุกลามจนยากต่อการรักษา

ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์มักเป็นกรดไหลย้อน?

หญิงตั้งครรภ์เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากระบบภายในร่างกายรวมถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงตั้งครรภ์ กล่าวคือเมื่อบริเวณช่องท้องของคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้นเนื่องจากการเจริญเติบโตของทารกจะทำให้เกิดการกด ดัน หรือเบียดกระเพาะอาหารของคุณแม่ซึ่งจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย

สรุปเรื่องกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ซึ่งโดยมากเป็นพฤติกรรมของคนเราในปัจจุบันที่อาจหลีกเลี่ยงได้ยากและต้องค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไป

ถึงแม้ว่าโรคกรดไหลย้อนจะไม่อันตรายถึงชีวิตแต่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วย หากปล่อยไว้นานก็ยากต่อการรักษาและอาจเกิดอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร ทำให้เกิดเป็นแผลในกระเพาะ เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบ หรืออาจเกิดแผลและเลือดออกบริเวณหลอดอาหารเรื้อรัง หากไม่แน่ใจอาการควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Content powered by BeDee expert

ภญ.ณัชชา นาวีนวคุณ

เภสัชกร

เรียบเรียงโดย

กรวรรณ ใจซื่อกุล

Katz PO, Dunbar KB, Schnoll-Sussman FH, Greer KB, Yadlapati R, Spechler SJ. ACG Clinical Guideline for the Diagnosis and Management of Gastroesophageal Reflux Disease. Am J Gastroenterol. 2022 Jan 1;117(1):27-56. doi: 10.14309/ajg.0000000000001538. PMID: 34807007; PMCID: PMC8754510.

Website, N. (2023, May 4). Heartburn and acid reflux. nhs.uk. https://www.nhs.uk/conditions/heartburn-and-acid-reflux/

รักษาโรคกรดไหลย้อนที่ไหนดี

มีอาการไหลย้อนต้องรีบรักษา! ปรึกษาหมอออนไลน์หรือปรึกษาเภสัชกร ที่แอป BeDee ได้ทุกวัน เรามีแพทย์และเภสัชกรพร้อมให้คำปรึกษา เลือกปรึกษาตามเวลาที่คุณสะดวก เป็นส่วนตัว ไม่ต้องเดินทาง สอบถามเพิ่มเติม Line Official : @BeDeebyBDMS