ตกขาว

อาการตกขาวเป็นอาการหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี บางคนอาจจะมีตกขาวไม่มาก ไม่ได้รู้สึกรบกวนชีวิตประจำวันหรือทำให้รู้สึกผิดปกติ แต่ในบางรายอาจพบว่ามีตกขาวเยอะ มีตกขาวทุกวัน บางรายอาจมีตกขาวสีขาวขุ่น หรือมีตกขาวสีเหลือง หรือแม้แต่ตกขาวสีดำ อาการตกขาวแบบไหนบอกถึงอะไรบ้าง แล้วจะมีวิธีรักษาตกขาวให้หายขาดได้อย่างไร มาดูกันเลย

สารบัญบทความ

ตกขาว คืออะไร

อาการตกขาวคือ สารคัดหลั่งที่ออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิง มีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามแต่สภาพร่างกายของแต่ละบุคคล แต่ในสภาวะปกติตกขาวจะมีลักษณะเป็นของเหลว ใส หรือขาว เป็นเมือกลื่นคล้ายไข่ขาว ไม่มีกลิ่น ตกขาวมีหน้าที่ช่วยในการหล่อลื่นช่องคลอด ป้องกันการติดเชื้อ ผู้หญิงทุกคนสามารถมีตกขาวได้เป็นเรื่องปกติแต่อาจพบความถี่ของการมีตกขาว เช่น ทุกวัน เกือบทุกวัน รวมถึงปริมาณตกขาวที่แตกต่างไปตามแต่ละร่างกายและการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ช่วงเวลาที่พบอาการตกขาวแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนมีประจำเดือน ระหว่างมีประจำเดือน และช่วงหลังมีประจำเดือน

อาการและลักษณะของตกขาว

ในสภาวะปกติผู้หญิงทั่วไปมักมีลักษณะตกขาวดังนี้

  • ช่วงวันที่ 1-5 ของรอบเดือน เป็นช่วงที่มีเลือดประจำเดือน
  • ช่วงวันที่ 6-14 ของรอบเดือน ในช่วงนี้มักมีตกขาวน้อยกว่าปกติ ตกขาวที่สามารถพบได้จะมีลักษณะขาว ขุ่น เหนียว หรือในบางรายอาจมีตกขาวสีเหลือง
  • ช่วงวันที่ 14-25 ของรอบเดือน หรือช่วงก่อนวันตกไข่ จะพบตกขาวเหมือนแป้งเปียก ไม่คัน ตกขาวเป็นวุ้นใส ๆ คล้ายไข่ขาว
  • ช่วงวันที่ 25-28 ของรอบเดือน หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน ในช่วงนี้จะพบว่าตกขาวมีปริมาณน้อยลงหรือแทบจะไม่มีเลย

สีของตกขาวบอกอะไรได้บ้าง

สีตกขาวบอกอะไรได้บ้าง
  • ตกขาวสีขาวใส ลักษณะตกขาวสีขาวใส ตกขาวเป็นวุ้นใส ๆ หรือตกขาวสีขาวเหมือนแป้งเปียก คือตกขาวในภาวะปกติ ซึ่งผู้หญิงทั่วไปมักมีตกขาวในลักษณะนี้ 
  • ตกขาวสีขาวข้น ตกขาวมีสีขุ่น หรือตกขาวเป็นก้อนแป้ง ตกขาวรูปแบบนี้อาจเกิดจากปัญหาเชื้อราในช่องคลอด มักมาพร้อมกลิ่นอับ ปัสสาวะแล้วอาจมีอาการแสบขัด หรืออาการคันช่องคลอดร่วมด้วย
  • ตกขาวสีเทาอ่อน ลักษณะตกขาวสีเทาอ่อนมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาสวนช่องคลอด หรือการรับยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตกขาวสีเทาอ่อนมักมาพร้อมกลิ่นอับ หรือกลิ่นคาว 
  • ตกขาวสีเขียว ตกขาวแบบนี้มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ มักมาพร้อมกลิ่นคาว กลิ่นเหม็นอับและอาการคันช่องคลอด 
  • ตกขาวมีเลือดปน มักเกิดหลังการมีประจำเดือน อาจพบร่วมกับกลิ่นเหม็น นอกจากนี้ตกขาวรูปแบบนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อที่ปากมดลูกได้เช่นกัน

สาเหตุของตกขาวที่ผิดปกติ

จากลักษณะตกขาวที่กล่าวมาข้างต้น หลายคนอาจจะพบว่าเรามีตกขาวที่ผิดปกติ ตกขาวที่ผิดปกติเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 

ตกขาวจากการติดเชื้อราในช่องคลอด

อาการตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อราในช่องคลอดคือตกขาวสีขาวขุ่น หรือตกขาวเป็นก้อนแป้งซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อรา มักพบร่วมกับอาการคันช่องคลอดหรือคันขาหนีบร่วมด้วย

ตกขาวจากการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด

ลักษณะตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดนั้นมักมีสีเทาอ่อน หรือขาวอมเทา มักมาพร้อมกลิ่นอับ หรือกลิ่นคาว 

ตกขาวจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มักมีสีเขียวหรืออาจพบว่ามีตกขาวสีเหลืองได้เช่นกัน ตกขาวในรูปแบบนี้มักมาพร้อมกลิ่นคาว กลิ่นเหม็นอับและอาการคันช่องคลอด หรืออาจพบอาการไข้ ปวดท้อง หรือมีเลือดออกจากช่องคลอดได้

โรคที่อาจเกิดจากตกขาวผิดปกติ

เมื่อเกิดตกขาวผิดปกติบ่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังนี้

  1. ปีกมดลูกอักเสบ 
  2. ท่อนำไข่ตัน 
  3. มีบุตรยาก 
  4. เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  5. มีก้อนฝีหรือหนองในอุ้งเชิงกรานได้

การรักษาตกขาวจากการติดเชื้อในช่องคลอด

วิธีรักษาตกขาวที่ผิดปกติ

สำหรับวิธีรักษาตกขาวจากการติดเชื้อในช่องคลอดนั้นอย่างแรกคือผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยก่อนว่าสาเหตุของการเกิดตกขาวที่ผิดปกตินั้นหรือเชื้อนั้นคือเชื้อประเภทใด โดยทั่วไปวิธีรักษาตกขาวที่ติดเชื้อในแต่ละประเภทมีแนวทางการรักษาดังนี้ 

  1. ตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อรา แพทย์จะรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราซึ่งมีทั้งในรูปแบบยาเหน็บและยารับประทาน กรณีที่พบว่ามีการติดเชื้อราบริเวณนอกช่องคลอดด้วยแพทย์อาจให้ยาทามาใช้ร่วมด้วย ตัวอย่างยาที่ใช้เพื่อฆ่าเชื้อรา เช่น Clotrimazole, Miconazole, และ Tioconazole
  2. ตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อแบคทีเรียนั้นอาจเกิดจากการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย การสวนล้างช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์ และการขาดแบคทีเรียดีในช่องคลอด ยาที่ใช้ในการรักษาตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ กลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น Metronidazole และ Tinidazole นอกจากนี้ผู้ป่วยควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงการรักษาด้วย 
  3. ตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยมักมีตกขาวสีเขียว หรือตกขาวเป็นฟอง มีกลิ่นเหม็น แสบร้อนและคันบริเวณช่องคลอด ปัสสาวะแสบขัด หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ยาที่ใช้ในการรักษาตกขาวในกลุ่มนี้ ได้แก่ยาปฏิชีวนะ เช่น Metronidazole และ Tinidazole

วิธีดูแลตนเอง ลดความเสี่ยงตกขาวผิดปกติ

ตกขาวผิดปกติ ดูแลอย่างไร

โดยปกติแล้วภายในช่องคลอดผู้หญิงจะมีสภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ หรือมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 4.0-4.5 มีเชื้อ Lactobacillus species หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อ “แลคโตบาซิลลัส” เป็นเชื้อประจำถิ่นซึ่งสภาวะความเป็นกรดอ่อน ๆ รวมกับการทำงานของเชื้อแลคโตบาซิลลัสจะช่วยรักษาสมดุลภายในช่องคลอดให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม คอยยับยั้งไม่ให้เชื้ออื่น ๆ เข้ามาเจริญเติบโตภายในช่องคลอด แต่เมื่อไหร่ที่สภาวะที่ปกติดังกล่าวเสียสมดุล เช่น ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนช่วงก่อนมีประจำเดือน การได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ อาจทำให้ช่องคลอดติดเชื้อและเกิดตกขาวผิดปกติได้

 

การดูแลช่องคลอดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดตกขาวผิดปกตินั้นสามารถทำได้ดังนี้

  1. ทำความสะอาดช่องคลอดอย่างเหมาะสม ล้างทำความสะอาดช่องคลอดและอวัยวะเพศด้วยน้ำเปล่า ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้นหรือสบู่ 
  2. ดูแลรักษาร่างกายให้สะอาด อาบน้ำหลังออกกำลังกายเสร็จโดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อมาก ไม่ปล่อยให้เกิดการหมักหมม ซับบริเวณจุดซ่อนเร้นและช่องคลอดให้แห้ง ไม่อับชื้น
  3. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและช่องคลอดจากด้านหน้าไปด้านหลังด้วยน้ำเปล่าและซับให้แห้งทุกครั้ง 
  4. ไม่ควรสวนล้างบริเวณช่องคลอด
  5. ไม่ควรเกาบริเวณอวัยวะเพศ
  6. สวมเสื้อผ้าสบาย ๆ ไม่รัดแน่น หรือหนาจนไม่สามารถระบายอากาศได้
  7. ซักทำความสะอาดชุดชั้นในและตากให้แห้ง ควรตากให้โดนแดด
  8. เมื่อมีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 3-4 ชั่วโมง หรือบ่อยกว่านั้นหากประจำเดือนมามาก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตกขาว

1. ตกขาวเป็นก้อนแป้งอันตรายไหม?

ในสภาวะปกตินั้นตกขาวจะมีลักษณะสีขาวใส ตกขาวเป็นวุ้นใส ๆ ไม่มีกลิ่น ไม่คัน แต่เมื่อไหร่ที่ตกขาวเป็นก้อนแป้ง หรือตกขาวสีขาวขุ่นมากขึ้น อาจเกิดจากเชื้อราได้ซึ่งจำเป็นต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป

2. ตกขาวมีกลิ่นเหม็นเกิดจากอะไร?

โดยทั่วไปแล้วตกขาวในภาวะปกติมักไม่มีกลิ่น แต่หากพบว่าตกขาวของเรามีกลิ่นผิดแปลกไปจากเดิม มีกลิ่นเหม็นอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมเพื่อหาถึงสาเหตุของอาการตกขาวผิดปกตินั้น

3. ตกขาวมาก่อนประจําเดือนกี่วัน?

ในสภาวะปกติผู้หญิงทั่วไปมักมีลักษณะตกขาวดังนี้

  • ช่วงวันที่ 1-5 ของรอบเดือน เป็นช่วงที่มีเลือดประจำเดือน
  • ช่วงวันที่ 6-14 ของรอบเดือน ในช่วงนี้มักมีตกขาวน้อยกว่าปกติ ตกขาวที่สามารถพบได้จะมีลักษณะขาว ขุ่น เหนียว หรือในบางรายอาจมีตกขาวสีเหลือง
  • ช่วงวันที่ 14-25 ของรอบเดือน หรือช่วงก่อนวันตกไข่ จะพบตกขาวเหมือนแป้งเปียก ไม่คัน ตกขาวเป็นวุ้นใส ๆ คล้ายไข่ขาว
  • ช่วงวันที่ 25-28 ของรอบเดือน หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน ในช่วงนี้จะพบว่าตกขาวมีปริมาณน้อยลงหรือแทบจะไม่มีเลย

4. ตกขาวผิดปกติอันตรายไหม?

เมื่อเกิดอาการตกขาวที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น ตกขาวสีเหลือง ตกขาวสีขาวขุ่น ตกขาวเป็นก้อนแป้ง ตกขาวเป็นสีดำ หรืออื่น ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าสาเหตุของการเกิดตกขาวผิดปกตินั้นเกิดขึ้นจากอะไร หากปล่อยไว้อาการอาจลุกลามมากขึ้นได้ ผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการ

ตกขาวผิดปกติ อย่าปล่อยไว้

ถึงแม้ตกขาวจะเป็นสภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน แต่ในช่วงที่ร่างกายหรือช่องคลอดเกิดความผิดปกติก็อาจทำให้เกิดตกขาวที่ผิดปกติได้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์โดยด่วนเพราะหากปล่อยไว้อาการอาจลุกลามและสร้างอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ เช่น อาจเกิดอาการคัน มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ และอื่น ๆ ได้

ตกขาวผิดปกติไม่ต้องเขินอาย ปรึกษาหมอออนไลน์ที่แอป BeDee ได้ทุกวัน เรามีสูตินรีแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรเรื่องการใช้ยา เลือกปรึกษาตามเวลาที่คุณสะดวก เป็นส่วนตัว ไม่ต้องเดินทาง สอบถามเพิ่มเติม Line Official : @BeDeebyBDMS

 

 

 

Content powered by BeDee Expert

ภญ.กมลวรรณ พัดศรีเรือง

เภสัชกร

Sim, M., Logan, S., & Goh, L. (2020). Vaginal discharge: evaluation and management in primary care. Singapore Medical Journal61(6), 297–301. https://doi.org/10.11622/smedj.2020088

 

Vaginal Discharge. (n.d.). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/4719-vaginal-discharge

บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อพูดถึงอาการ ปวดท้องเมนส์ หรือ ปวดท้องประจำเดือนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องเผชิญทุกเดือนเลยทีเดียว บางรายอาจจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย บางคนปวดรุนแรงจนถึงขั้นเป็นลม ต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึง

อาการวัยหมดประจำเดือน หรือ อาการวัยทองในผู้หญิง เป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคน ซึ่งแต่ละคนอาจมีอาการและความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป หลายคนเมื่อใกล้เข้าสู่วัยทองมักมีความกังวลเนื่องจากได้ยินเรื่องความเปลี่ยนของร่างกายในช่วงนี้มามาก มาทำความเข้าใจ