ผื่นคัน

“ผื่นคัน” เป็นอาการผิดปกติทางผิวหนัง สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท ในปัจจุบันผิวของเรามีแนวโน้มที่จะระคายเคืองได้ง่ายมากขึ้นด้วย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ฝุ่น ควัน มลภาวะ รวมถึงสารเคมีต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคือง เกิดผื่นคันตามตัว ผื่นขึ้นหน้า เกิดผื่นคันเกาแล้วลามจนน่าหนักใจ มาทำความรู้จักผื่นคันแต่ละประเภท สาเหตุ พร้อมวิธีรักษาผื่นคันกันเลย

สารบัญบทความ

ผื่นคัน คืออะไร

“ผื่นคัน” หรือผื่นแพ้เป็นลักษณะอาการทางผิวหนังอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบบริเวณผิวหนัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวหรือลักษณะผิว (color or texture) ในลักษณะบวม แดง มีผื่น และรู้สึกคันได้ ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองหลังสัมผัสปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น อากาศ ฝุ่น น้ำ อาหาร สารเคมี เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว เสื้อผ้า ไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ร่างกายเกิดการแพ้จนทำให้ระคายเคือง เกิดตุ่มแพ้ง่ายหรือผื่นคันตามมาได้

สาเหตุของผื่นคัน

สาเหตุของผื่นคันนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ผื่นคันที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • โรคทางผิวหนังต่าง ๆ เช่น ลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย สะเก็ดเงิน กลาก เกลื้อน ผิวแห้ง ผื่นระคายสัมผัส หรืออีสุกอีใส เป็นต้น
  • โรคภูมิแพ้ เช่น ผื่นแพ้อากาศ ฝุ่น น้ำ อาหาร สารเคมี เครื่องสำอาง ครีมบำรุง เสื้อผ้า ไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือสิ่งอื่น ๆ 
  • โรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า เครียด
  • การตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้เกิดผื่นคันบริเวณหน้าท้อง หรือต้นขา
  • ผลจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดบางชนิด
  • การรักษามะเร็งบางชนิด เช่น การได้รับยาเคมีบำบัด การฉายรังสี การปลูกถ่ายไขกระดูก
  • โรคทางระบบประสาท เช่น โรคงูสวัด เบาหวาน ปลายประสาทอักเสบ
  • มีพยาธิในร่างกาย 

หากยังไม่สามารถหาสาเหตุที่มาของผื่นได้ ควรรีบพบแพทย์อย่าปล่อยไว้นาน

ประเภทของผื่นคัน

ผื่นคันมีหลายรูปแบบตามสามารถแบ่งประเภทผื่นคันได้ดังนี้

1. ผื่นลมพิษ (Urticaria)

ผื่นลมพิษ (Urticaria) มีลักษณะเป็นผื่นนูนแดง เป็นปื้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกายทั้งลำตัว แขน ขา หรือใบหน้า มักจะหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง และมักพบในช่วงวัยตั้งแต่ 20 – 40 ปี ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการหายใจไม่ออกร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุเพิ่มเติม

2. ผื่นแบบมีจุดเลือด (Vasculitis)

ผื่นแบบมีจุดเลือดมักมีลักษณะเป็นลายเส้นเลือดฝอยแตก เป็นผื่นแดง นูน มักพบบริเวณขา บางรายอาจไม่ทราบสาเหตุการเกิดผื่น อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคเอสแอลอี วัณโรค เชื้อแบคทีเรียบางประเภท และเชื้อไวรัสตับอักเสบ เป็นสาเหตุของการเกิดผื่นแบบมีจุดเลือดได้เช่นกัน

3. ผื่นพองตุ่มใส มีน้ำด้านใน (Vesiculobullous Eruption)

ผื่นคันประเภทนี้มีลักษณะเป็นผื่นคันที่เป็นตุ่มและมีน้ำใส ๆ อยู่ด้านในกระจายทั่วลำตัว ผื่นพองตุ่มใสมักเกิดขึ้นจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อต้านตนเอง Autoimmune Bullous Disease
  • พันธุกรรม 
  • การแพ้ยา 
  • การติดเชื้อ เช่น เริม อีสุกอีใส
  • การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง เช่น สารเคมี 
  • การเสียดสีที่ผิวหนัง
  • โรคบางอย่าง โรคเบาหวาน โรคอะไมลอยด์โดสิส (Amyloidosis) และโรคพอร์ไฟเรีย (Porphyria)

4. ผื่นแดงคัน (Morbilliform)

เป็นผื่นคันที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นผื่นแดงหรือตุ่มใสขึ้นตามตัวร่วมกับอาการคัน มักมีสาเหตุมาจากแมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง สัมผัสกับสารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ เครื่องสำอาง แพ้ฝุ่น แพ้ยา เป็นต้น 

นอกจากการสัมผัสปัจจัยภายนอก ปัจจัยในเรื่องความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ยังเป็นสาเหตุของการเกิดผื่นคันประเภทนี้ได้เช่นกัน หากเกิดผื่นแดงคันควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุต่อไป

5. ผื่นแดง เป็นเส้นใย (Livedo Reticularis)

ผื่นคันประเภทนี้มีลักษณะเป็นผื่นจ้ำเลือด มีลายเป็นร่างแหกระจายทั่วขา ใบหน้า มือ เท้า ก้น มักเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ป่วยอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัด ผื่นประเภทนี้มักไม่ทำให้เจ็บปวดและสามารถหายได้เอง ทั้งนี้อาการใกล้เคียงกันนี้อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ

6. ผื่นตุ่มใส แข็ง (Dyshidrotic Eczema) 

ผื่นคันชนิดตุ่มใสแข็ง มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสมักพบบริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า ผู้ป่วยจะรู้สึกคัน และมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ มักจะกลับมาเป็นซ้ำ หากเกาอย่างรุนแรงอาจทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้ ผื่นตุ่มใสมักเกิดกับผู้ป่วยที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี สาเหตุที่พบเกิดจากความเครียด โรคภูมิแพ้ หรือการสัมผัสสารเคมีมากเกินไป เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม สบู่ เป็นต้น

อาการผื่นคันแบบไหนที่ควรพบแพทย์ทันที

อย่านิ่งนอนใจผื่นคัน หากมีอาการดังนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

  • รู้สึกคันมากจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำให้นอนไม่หลับ หรือใช้ชีวิตปกติได้อย่างยากลำบาก
  • มีผื่นร่วมกับมีอาการปวดอย่างรุนแรง
  • มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสบริเวณรอบดวงตา ปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ
  • บริเวณที่เป็นผื่นมีหนองร่วมด้วย 
  • เป็นผื่นคันนานกว่า 2 สัปดาห์
  • เป็นผื่นคันโดยไม่ทราบสาเหตุ 
  • มีผื่นร่วมกับภาวะมีไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

การวินิจฉัยผื่นคัน 

การวินิจฉัยผื่นคันนั้นแพทย์จะซักประวัติและอาการของผู้ป่วยเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นคัน บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ทำการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง (Patch Test) โดยการป้ายตัวอย่างสารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ไว้บนแผ่นหลังเพื่อทดสอบว่าสารตัวไหนก่อให้เกิดการแพ้บนผิวหนัง หรืออาจทำการทดสอบการแพ้ด้วยการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

การรักษาผื่นคัน

วิธีแก้ผื่นคัน

วิธีแก้ผื่นคันนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของผื่นคัน โดยทั่วไปแล้วแพทย์อาจให้การรักษาเบื้องต้นดังนี้

  • รับประทานยาแก้แพ้ แก้คัน (Antihistamine) หรือรับประทานยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid)
  • ทายาบรรเทาอาการคัน เช่น ยาทาแก้ผื่นคัน ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาทากลุ่มที่มีเมนทอล (Menthol) เป็นส่วนผสมเพื่อลดอาการคัน ทั้งนี้การเลือกใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากการเลือกใช้ยาอาจแตกต่างกันตามลักษณะอาการหรือตามบริเวณที่เป็น รวมถึงชนิดผิวหนังที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล 
  • หากมีอาการผิวแห้งมากเกิดการระคายเคือง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงให้ความชุ่มชื้นผิว ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์

วิธีป้องกันผื่นคัน

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดผื่นคัน
  • ไม่เปลี่ยนสกินแคร์หรือเครื่องสำอางบ่อย ๆ เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ  วิธีหนึ่งที่สามารถทดสอบการแพ้ได้คือการทาผลิตภัณฑ์ที่ท้องแขนหรือหลังทิ้งไว้ประมาณ 48 ชั่วโมงก่อนใช้ เพื่อดูว่ามีผื่นแพ้หรือรอยแดงเกิดขึ้นหรือไม่
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อผิวบอบบางแพ้ง่ายโดยเฉพาะ 
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นเพราะจะทำให้ผิวแห้งคัน
  • ทาออยล์หรือโลชันหลังอาบน้ำเสร็จเป็นประจำเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • หลีกเลี่ยงการเกาเมื่อเกิดผื่นคันเพราะอาจทำให้เกิดแผลจนทำให้ติดเชื้อได้
  • ไม่ควรอยู่ในที่ ๆ มีอากาศหนาวและแห้งตลอดเวลา 
  • ซักทำความสะอาด เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัวเป็นประจำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผื่นคัน 

เป็นผื่นคัน ควรเกาไหม?

หากมีอาการผื่นคัน ไม่ควรเกาบริเวณดังกล่าว เนื่องจากการเกาบริเวณที่คันอาจเสี่ยงต่อการเกิดแผลถลอก และนำมาสู่การติดเชื้อได้ในที่สุด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาสาเหตุและเลือกใช้ยาในการรักษาให้เหมาะสม ซึ่งอาจเลือกใช้ได้ทั้งในรูปแบบยารับประทานหรือยาทาเฉพาะที่แล้วแต่อาการแสดงในแต่ละบุคคล

สรุปเรื่องผื่นคัน

ผื่นคันเป็นปัญหาน่าหนักใจของใครหลายคน ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตและอาจกระทบต่อการพักผ่อน ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน หากไม่ได้รับการรักษาให้ตรงจุดก็ยิ่งใช้เวลาในการรักษานานหลายเดือนจนกว่าอาการจะดีขึ้น BeDee มีทีมแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญและเภสัชกร พร้อมให้คำปรึกษาออนไลน์ สอบถามเพิ่มเติม Line Official : @BeDeebyBDMS 

 

Content powered by BeDee’s experts

ภญ.สิริยาภรณ์ รักษาเชื้อ

เภสัชกร

WebMD. Rashes. สืบค้น 4 กรกฎาคม 2566. จาก https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/common-rashes

MedlinePlus. Rash evaluation. สืบค้น 4 กรกฎาคม 2566. จาก https://medlineplus.gov/lab-tests/rash-evaluation/

American cancer society. Skin Rash. สืบค้น 4 กรกฎาคม 2566. จาก 

https://www.cancer.org/cancer/managing-cancer/side-effects/hair-skin-nails/skin-rash.html

NHS inform. Hives. สืบค้น 4 กรกฎาคม 2566. จาก https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/skin-hair-and-nails/hives

บทความที่เกี่ยวข้อง

การทำ iv drip vitaminเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มาแรงสำหรับการดูแลตัวเองโดยเฉพาะคนที่ยุ่ง ไม่มีเวลา ต้องการการฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่เลือกดริปวิตามินผิวขาวเพื่อมุ่งหวังผลในเรื่องผิวขาว ผิวกระจ่างใส หรือช่วยในการปรับสมดุลให้ร่างกาย

Disclaimer: ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลทั่วไป ไม่สามารถทดแทนการให้คำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาทุกครั้ง โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอีกประเภทหนึ่งที่สร้างความรำคาญและสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิต บา