อาการไข้หวัดใหญ่

อาการไข้หวัดใหญ่ คือ อาการที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัส “ไข้หวัดใหญ่” (Influenza Virus) โดยผู้ติดเชื้อมักมีอาการปวดหัว, ไอ, เจ็บคอ, คัดจมูก, มีน้ำมูก, รู้สึกอ่อนเพลีย และมีไข้ อาการของไข้หวัดใหญ่ถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยในฤดูฝน (ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม) และฤดูหนาว (ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม) ของประเทศไทย ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศและทุกวัย

 

โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่จะสามารถหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาการร้ายแรงจนทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องทราบข้อมูลและรายละเอียดว่าสาเหตุของอาการไข้หวัดใหญ่คืออะไร รวมถึงควรทำความเข้าใจวิธีป้องกันอาการไข้หวัดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงที่จะป่วยจากโรคดังกล่าวได้

สารบัญบทความ

ไข้หวัดใหญ่ คืออะไร เตรียมตัวรับมือยังไงดี?

โรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร

“ไข้หวัดใหญ่” คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซ่า (Influenza Virus) ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ โดยอาการไข้หวัดใหญ่ที่พบได้ในเบื้องต้น ได้แก่ มีไข้ต่ำ, น้ำมูกไหล, ครั่นเนื้อครั่นตัว รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลีย

 

จากอาการดังกล่าว ทำให้ในช่วงแรกผู้ป่วยหลายคนมักเข้าใจผิดว่าตนเองป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ที่จริงแล้วเมื่อเวลาผ่านไปจึงพบว่าอาการของไข้หวัดใหญ่มีความรุนแรงกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ถึงแก่ชีวิตของผู้ป่วยได้ เราจึงควรสังเกตอาการของตนเองว่าเข้าข่ายอาการของไข้หวัดใหญ่หรือไม่ เพื่อเข้ารับการรักษาจากแพทย์ได้ทันเวลา

ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธุ์ 

สายพันธุ์หลัก ๆ ของไข้หวัดใหญ่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ A สายพันธุ์ B และสายพันธุ์ C ซึ่งสายพันธุ์ที่มีการระบาดโดยทั่วไปมากที่สุด ได้แก่ สายพันธุ์ A และ B 

แต่ละสายพันธุ์ก็มีข้อแตกต่างของอาการ รวมถึงรายละเอียดที่ควรทราบ ดังนี้

  • สายพันธุ์ A : ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีระยะเวลาฟักตัว 1-3 วัน เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงและอันตรายมากที่สุด เพราะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยได้ โดยอาการไข้หวัดใหญ่ของผู้ป่วยสายพันธุ์ A ในระยะแรกคือ มีไข้ต่ำ, ปวดศีรษะ, ครั่นเนื้อครั่นตัว และเจ็บคอ บางรายอาจมีอาการท้องเสียรวมถึงคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย นอกจากนี้ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีการแบ่งแยกย่อยออกไปอีก โดยสายพันธุ์ย่อยที่มีการระบาดเป็นประจำในประเทศไทยคือ ‘H1N1’ และ ‘H3N2’ นั่นเอง
      • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 : เป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่กระจาย และติดต่อจากคนสู่คน อาการของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้มีตั้งแต่อาการเบื้องต้นอย่าง เป็นไข้ ปวดศีรษะ และรู้สึกอ่อนเพลีย ไปจนถึงอาการรุนแรงมากเช่น อาการปอดบวมหรือหัวใจวาย ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
      • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 : เป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่กระจายและติดต่อจากสัตว์ (หมู) สู่คน อาการแรกเริ่มของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้คือ มีน้ำมูก ไข้ขึ้นสูง ไอ รวมถึงระบบทางเดินหายใจทำงานผิดปกติ ทั้งนี้อาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วยในผู้ป่วยบางราย
  • สายพันธุ์ B : ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B มีระยะเวลาฟักตัว 1-4 วัน อาการไข้หวัดใหญ่ของผู้ป่วยสายพันธุ์ B คือ มีไข้สูงเฉียบพลัน, ปวดศีรษะ, หนาวสั่น, อ่อนเพลีย และมีอาการคัดจมูกร่วมด้วย ทั้งนี้หากป่วยเป็นระยะเวลานานก็อาจจะมีอาการหลอดลมอักเสบแทรกซ้อนขึ้นมาได้
  • สายพันธุ์ C : ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะมีอาการป่วยเล็กน้อย หรือไม่แสดงอาการไข้หวัดใหญ่เลย

อาการไข้หวัดใหญ่ มีอะไรบ้าง

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า อาการไข้หวัดใหญ่มีอะไรบ้าง? อาการของไข้หวัดใหญ่ที่สังเกตได้ง่ายมีดังนี้

  • รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ 
  • ปวดศีรษะ หรือรู้สึกปวดบริเวณดวงตา
  • มีอาการเจ็บคอและไอแห้ง
  • มีไข้ รู้สึกหนาวสั่น
  • คัดจมูก มีน้ำมูก และรู้สึกหายใจถี่กว่าปกติ
  • ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการท้องเสียและคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

 

อย่าชะล่าใจอาการไข้หวัดใหญ่ ปล่อยไว้อาจลุกลามกว่าเดิมรีบปรึกษาคุณหมอด่วน

ไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้อย่างไร

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อและแพร่กระจายจาก “คนสู่คน” (Person to Person) เป็นหลักผ่านการหายใจ การสัมผัสโดนฝอยละอองน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ที่มีอาการไข้หวัดใหญ่ (Droplet Transmission) รวมถึงการสัมผัสบริเวณพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีไวรัสไข้หวัดใหญ่ปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้การระบาดจะเกิดได้ง่ายในสถานที่ที่แออัดและมีคนอยู่อย่างหนาแน่น เช่น ที่ทำงาน โรงเรียน หรือโรงงาน เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนจากอาการไข้หวัดใหญ่ 

นอกเหนือจากอาการไข้หวัดใหญ่แล้ว สิ่งที่เราควรระมัดระวังอีกอย่างคือ “ภาวะแทรกซ้อน” เพราะเมื่อร่างกายของผู้ป่วยอ่อนแอจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ภาวะแทรกซ้อนก็อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยมีดังต่อไปนี้

  • โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ
  • โรคไซนัสอักเสบ หรือหูชั้นกลางอักเสบ
  • โรคหลอดลมอักเสบ
  • โรคหัวใจ
  • โรคหอบหืด

ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน

โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่จะหายเป็นปกติได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามบางรายอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวประกอบไปด้วย

  • กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ หรือสตรีที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป
  • กลุ่มเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี
  • กลุ่มเด็กเล็กที่รับประทานยาแอสไพริน
  • กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคลมชัก โรคปอด หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • กลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วน

กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หากเกิดอาการไข้หวัดใหญ่ควรรีบปรึกษาแพทย์ด่วน

อาการไข้หวัดใหญ่แบบใดที่ควรไปพบแพทย์

อาการไข้หวัดใหญ่ที่ควรพบแพทย์

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่จะสามารถหายได้เองภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาหากมีอาการตามข้อมูลเหล่านี้ เนื่องจากเป็นอาการไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงและอาจส่งผลร้ายแรงได้ โดยอาการดังกล่าวได้แก่

  • มีไข้สูงเกิน 39-40 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง
  • ปลายมือ หรือปลายเท้าเป็นสีเขียว
  • มีผื่นขึ้นตามร่างกาย
  • รู้สึกหายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
  • มีอาการอาเจียน และไม่สามารถรับประทานอาหารได้
  • มีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก หรือหน้ามืดเป็นลม

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดความรุนแรงของโรค

“การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่” สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กวัยแรกเกิดที่อายุครบ 7 เดือนขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและอาการไข้หวัดใหญ่ได้ดี นอกจากนี้กลุ่มที่ควรฉีดเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป เพราะวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ อีกทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

 

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การฉีดวัคซีนทุกปีจึงทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันตรงกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

ผลข้างเคียงหลังได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่

  • มีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยตามตัว
  • มีอาการปวด, บวม, แดง และเจ็บบริเวณที่ฉีดวัคซีน
  • อาจมีอาการริมฝีปากบวม หรือมีผื่นลมพิษในบางราย

 

ทั้งนี้สามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการประคบเย็น รวมถึงสามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อให้อาการไข้ทุเลาลงได้

การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่ 

ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลัก เพื่อทำการวิเคราะห์ และตรวจหาสายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ในร่างกายผู้ป่วยว่าเป็นสายพันธุ์ใด นอกเหนือจากนี้ก็มีการเก็บตัวอย่างเชื้อจากน้ำมูกหรือเสมหะในลำคอของผู้ป่วยด้วยชุดตรวจ “RIDTs” (Rapid Influenza Diagnosis Tests) เพื่อทดสอบและระบุประเภทของเชื้อไวรัส

 

อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีอาการไอหรือหอบหืดร่วมด้วย แพทย์อาจจะทำการ “ถ่ายภาพเอกซเรย์” (X-ray) บริเวณปอดเพื่อตรวจสอบ และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่ามีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่

การรักษาอาการไข้หวัดใหญ่

ภายหลังวินิจฉัยอาการของไข้หวัดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ โดยประเภทของยาที่นิยมสั่งจ่ายในประเทศไทยคือ ยาต้านไวรัส “โอเซลทามิเวียร์ ” ซึ่งยาชนิดนี้จะให้ประโยชน์มากที่สุดหากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันแรกที่ตรวจเจอเชื้อไวรัส นอกเหนือจากนี้แล้ว แพทย์อาจสั่งจ่ายยาอื่น ๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดใหญ่ตามดุลยพินิจ เช่น ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ เป็นต้น