ไบโพลาร์

เราอาจเคยพบเห็นคนใกล้ตัวบางครั้งอารมณ์ดี แต่พอผ่านไปสักพักอารมณ์กลับเปลี่ยนแปลงไป มีความเกรี้ยวกราด อารมณ์รุนแรง ทำอะไรสุดโต่งที่ผิดปกติไปจากตัวตน จริง ๆ แล้วอาการเหล่านี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิเช่น ปัญหาการควบคุมอารมณ์ (Emotional Dysregulation) โรคทางอารมณ์ (Mood Disorders) หรือบุคลิกภาพ (Personality) เป็นต้น 

หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นสัญญาณของอาการป่วยที่เรียกว่า “โรคไบโพลาร์” หรือ “โรคอารมณ์สองขั้ว” เราลองมาทำความเข้าใจความผิดปกติของอารมณ์ดังกล่าวและตัวโรคโรคไบโพลาร์กัน

สารบัญบทความ

ไบโพลาร์ คือ

กลุ่มโรคไบโพลาร์ (Bipolar Spectrum Disorders) หรือ กลุ่มโรคอารมณ์สองขั้ว คือโรคที่ผู้ป่วยมีอารมณ์ผิดปกติอย่างเด่นชัด ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์ดีหรืออารมณ์หงุดหงิดมากจนผิดปกติ และสามารถพบร่วมกันกับอารมณ์เศร้าและอาการต่าง ๆ ของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน ซึ่งการแสดงออกของแต่ละขั้วอารมณ์นั้นจะยาวนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ และสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรงรวมถึงนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

ไบโพลาร์ มีสาเหตุจากอะไร

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของกลุ่มโรคไบโพลาร์ได้อย่างแน่ชัด แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบันชี้ว่า อาจเกิดจากปัจจัยต่างหลายอย่างที่มีปฏิกริยาต่อกัน และการที่มีปัจจัยใดปัจจัยเดียวไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่าจะเกิดโรคอารมณ์สองขั้วขึ้น

  • การทำงานของสารสื่อประสาทในสมองที่เสียสมดุล ตัวอย่างเช่น สารนอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) สารเซโรโทนิน (Serotonin) และสารโดปามีน (Dopamine) เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • พันธุกรรม พบว่าผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไบโพลาร์จะมีโอกาสเป็นโรคดังกล่าวมากกว่าคนทั่วไป และพบว่าความเสี่ยงนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีจำนวนคนในครอบครัวที่มีภาวะดังกล่าวมาก มีอาการรุนแรง หรือมีความใกล้ชิดกัน (First-Degree Relatives)
  • มีเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ (Stressful Life Events) ซึ่งพบว่าประมาณ 60% ผู้ป่วยไบโพลาร์มักมีอาการกำเริบภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ
  • มีประสบการณ์ถูกทารุณในวัยเด็ก (Childhood Maltreatment) ซึ่งประกอบไปด้วยการใช้ความรุนแรง หรือการถูกละเลย

สัญญาณเตือนไบโพลาร์

สัญญาณไบโพลาร์

สัญญาณเตือนของโรคไบโพลาร์คืออารมณ์สองขั้ว มีดังนี้

  • มีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว 
  • มีกิจกรรมที่เยอะกว่าปกติ (Hyperactivity)
  • มีความวิตกกังวล 
  • มีปัญหาการใช้สารเสพติด 
  • มีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงภายในระยะเวลาอันสั้น (Mood Swings)
  • มีอาการของแมเนีย (Manic Symptoms) เช่น มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงเพิ่มมากขึ้น 
  • บุคลิกภาพ (Personality Trait) บางอย่าง เช่น ชอบมองหาสิ่งแปลกใหม่ตลอดเวลา(Novelty Seeking) หรือ มีความหุนหันพลันแล่น หรือ ชอบเข้าสังคมมากเกินไปจนเกิดปัญหา(Extreme Extroversion Leading to Problems)
  • มีปัญหาทางกฎหมายหรือ มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นผลมาจากความหุนหันพลันแล่นเป็นช่วง ๆ 
  • การเปลี่ยนงานหรืออาชีพบ่อย ๆ แบบที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน
  • มีพฤติกรรมทางการเงินที่ไม่เหมาะสม

หมายเหตุ สัญญาณเตือนดังข้างต้น ไม่ได้แปลว่ามีอาการแล้วจะเป็นโรคไบโพลาร์หรืออารมณ์สองขั้ว เนื่องจากสัญญาณมีความจำเพราะต่ำต่อการเกิดโรค

 

     สงสัยโรคไบโพลาร์อย่าปล่อยไว้ รีบปรึกษาจิตแพทย์ที่แอป BeDee สะดวก ไม่ต้องเดินทาง เป็นส่วนตัว

 

 

 

อาการของไบโพลาร์​

ตามชื่อของกลุ่มโรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) ซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า Bi- ที่แปลว่า “สอง” และ -Polar/-Pole ที่แปลว่า “ขั้ว” จึงสื่อถึงการที่มีอารมณ์สองขั้วอยู่ภายในโรคเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มโรคซึมเศร้า ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น Unipolar Depression ซึ่งหมายถึงอาการซึมเศร้าเพียงขั้วเดียว

อารมณ์สองขั้วนั้น หากจะสื่อสารให้เค้าใจได้ง่าย จะหมายถึง “ขั้วที่มีอารมณ์เศร้าเด่น” และ “ขั้วที่มีอารมณ์ตรงข้ามกับเศร้า” ซึ่งสำหรับขั้วนี้ จะรวมความผิดปกติของอารมณ์ที่ดีจนผิดปกติ (Elevated/ Expansive Mood) และอารมณ์ที่หงุดหงิดจนผิดปกติ ซึ่งหากตัวโรคกำเริบ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงไหนก็ตาม ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยเป็นทุกข์อย่างรุนแรงและรบกวนการใช้ชีวิตได้ไม่แตกต่างกัน    โดยอาการที่พบได้ในแต่ละขั้วมีดังนี้

ช่วงซึมเศร้า (Depressive Episode)

เมื่อผู้ป่วยกลุ่มโรคไบโพลาร์อยู่ในช่วงซึมเศร้า (Major Depressive Episode) จะมีอาการแทบจะไม่แตกต่างจากโรคซึมเศร้าขั้วเดียว (Unipolar Depression) และหากไม่เคยมีประวัติของขั้วแมเนีย/ไฮโปแมเนีย (Manic/Hypomanic Episode) นำมาก่อนจะสามารถแยกจากโรคซึมเศร้าได้ยากมาก แม้จะได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเอง 

โดยอาการของช่วงซึมเศร้านั้นอาจจะพบความผิดปกติของอารมณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีอารมณ์เศร้า (หรือ ภาวะสิ้นยินดี (Loss of Interest and Pleasure) เป็นส่วนใหญ่ของวัน วันที่เป็นมากกว่าวันที่ไม่เป็น หรือเป็นติดกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และพบร่วมกับอาการอื่นๆ ดังเช่น 

  • นอนไม่หลับ หรือ นอนหลับมากเกินกว่าปกติ
  • ความอยากอาหารเพิ่มหรือลดลงจากเดิม หรือ มีน้ำหนักลดลงอย่างมากทั้งที่ไม่ได้พยายามลดน้ำหนัก
  • การเคลื่อนไหวดูกระสับกระส่าย หรือ เชื่องช้าผิดไปจากปกติ 
  • รู้สึกเหนื่อยล้า หมดพลัง 
  • มองตัวเองในแง่ลบ รู้สึกไม่มีคุณค่า หรือ รู้สึกผิดแบบไม่สมเหตุผล 
  • ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หรือสมาธิลดลง ความสามารถในการตัดสินใจลดลง
  • คิดเกี่ยวกับความตายบ่อย ๆ คิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย วางแผนฆ่าตัวตาย หรือ พยายามฆ่าตัวตาย

ช่วงแมเนีย (Mania Episode)

ในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการอยู่ในช่วงแมเนีย (Manic Symptoms) นั้น จะมีอารมณ์ดีจนผิดปกติ (Elevated Mood) จนผู้ที่อยู่ใกล้ชิดอาจจะรู้สึกดีไปด้วยได้ (Expansive Mood) หรือพบอารมณ์หงุดหงิดผิดปกติ (Irritable Mood) โดยความผิดปกติของอารมณ์เหล่านี้จะอยู่เป็นส่วนใหญ่ของวันและจำนวนวันที่เป็นมากกว่าไม่เป็น และพบร่วมกับการที่มีกิจกรรม หรือเรี่ยวแรง เพิ่มมากขึ้นด้วย ระยะเวลาของอาการเหล่านี้จะพบได้ติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือน้อยกว่านั้นหากจำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โดยนอกจากความผิดปกติของอารมณ์แล้ว จะพบความผิดปกติอาการอื่นๆ ร่วมด้วยดังนี้

  • มั่นใจในตัวเองมากขึ้น มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถอย่างมาก
  • นอนไม่ค่อยหลับ นอนหลับเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน
  • ช่างพูด ช่างคุย พูดคุยมากกว่าปกติ
  • หมกมุ่นกับกิจกรรมบางอย่างเป็นอย่างมาก เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย 
  • มีอารมณ์ทางเพศสูง
  • วอกแวกง่าย สมาธิสั้น
  • ความคิดโลดแล่น คึกคัก

โดยช่วงเวลาที่มีความผิดปกติของอารมณ์แบบแมเนียนั้น จะทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อการใช้ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายกับผู้ป่วยหรือผู้อื่น นอกจากนั้นยังสามารถพบอาการทางจิตเช่น ประสาทหลอน (Hallucination) หลงผิด (Delusion) ร่วมด้วยได้

ช่วงไฮโปแมเนีย (Hypomania Episode)

อาการที่พบในช่วงไฮโปแมเนีย (Hypomanic Symptoms) นั้น คล้ายคลึงกับอาการของแมเนีย (Manic Symptoms) เป็นอย่างมาก โดยความแตกต่างเบื้องต้นมีดังนี้ 

  • ระยะเวลาติดต่อกัน 3 หรือ 4 วัน (ขึ้นกับชนิดของอารมณ์)
  • ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าคนรอบตัวจะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน 
  • ไม่มีข้อบ่งชี้ในการรับไว้รักษาแบบผู้ป่วยใน 
  • ไม่มีอาการทางจิตเช่น ประสาทหลอน หลงผิด ร่วมด้วย

การวินิจฉัยไบโพลาร์

เนื่องจากในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือรังสีวิทยาที่ช่วยในการวินิจฉัยภาวะทางจิตเวช การสัมภาษณ์ประวัติและการตรวจสภาพจิตโดยจิตแพทย์จึงยังคงเป็นมาตรฐานหลักในการวินิจฉัยกลุ่มโรคอารมณ์สองขั้วรวมไปถึงโรคทางจิตเวชอื่นๆอีกด้วย

โดยเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอารมณ์สองขั้วในปัจจุบันนั้นจะใช้เกณฑ์ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, 5th Edition, Text Revision (DSM-V-TR) ซึ่งเป็นของสมาคมจิตแพทย์สหรัฐอเมริกา (American Psychiatric Association) และ International Classification of Disease, 11th Edition (ICD-11) ซึ่งเป็นขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization)

เช่นเดียวกับกลุ่มโรคซึมเศร้า กลุ่มโรคไบโพลาร์นั้นมีหลายชนิดด้วยกัน โดยปัจจุบันมีชนิดใหญ่ๆอยู่ด้วยกัน 4 กลุ่ม ประกอบไปด้วย

  • ไบโพลาร์ ชนิด I (Bipolar I Disorder)
  • ไบโพลาร์ ชนิด II (Bipolar II Disorder)
  • ไซโคลไทเมีย (Cyclothymic Disorder)
  • กลุ่มไบโพลาร์อื่นๆ (Specified Bipolar Disorders)

กลุ่มโรคอารมณ์สองขั้วแต่ละชนิดนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการวินิจฉัยแยกโรคออกจากกัน เนื่องจากมีการดำเนินโรคและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน โดยสรุปความแตกต่างคร่าว ๆ ดังนี้

  • ไบโพลาร์ ชนิด I (Bipolar I Disorder)
    • มีอาการของขั้วแมเนีย (Manic Episode) อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต และอาการที่เกิดขึ้นในขั้วแมเนียนั้นจะทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต , มีข้อบ่งชี้ในการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล , หรือมีอาการทางจิต
    • ผู้ป่วยกลุ่มที่อาจมีเพียงอาการของขั้วแมเนีย (Manic Episode) เพียงอย่างเดียว หรืออาจพบร่วมกันกับขั้วไฮโปแมเนีย (Hypomanic Episode) หรือขั้วซึมเศร้า (Major Depressive Episode) หรือไม่ก็ได้
  • ไบโพลาร์ ชนิด II (Bipolar II Disorder)
    • มีอาการของขั้วไฮโปแมเนีย (Hypomanic Episode) อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต และอาการที่เกิดขึ้นในขั้วไฮโปแมเนียนั้นจะแตกต่างจากช่วงที่ไม่มีอาการอย่างชัดเจนและคนรอบตัวสังเกตได้ แต่อาการของไฮโปแมเนียนั้นจะต้องไม่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต มีข้อบ่งชี้ในการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล และต้องไม่มีอาการทางจิตร่วมด้วย
    • ผู้ป่วยจำเป็นต้องเคยมีอาการของขั้วซึมเศร้า (Major Depressive Episode) มาก่อน
    • ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ท้าทายในการวินิจฉัย เนื่องจากดังที่กล่าวไปว่าอาการจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตรุนแรง จึงอาจทำให้แยกยากว่าเป็นอาการป่วยหรือไม่
  • ไซโคลไทเมีย (Cyclothymic Disorder)
    • คล้ายคลึงกับไบโพลาร์ชนิด II คือมีอาการของขั้วไฮโปแมเนียและซึมเศร้า แต่มีความแตกต่างที่อาการของขั้วไฮโปแมเนียจะไม่ถึงเกณฑ์การวินิจฉัย (Subsyndromal hypomanic Episode) และมักเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
  • กลุ่มโรคไบโพลาร์อื่น ๆ
    • หมายถึงกลุ่มความผิดปกติของอารมณ์ที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มโรคไบโพลาร์ I โรคไบโพลาร์ II และไซโคลไทเมีย แต่อาการอาจเกิดขึ้นสั้นกว่าหรือมีความรุนแรงที่น้อยกว่า

การรักษาไบโพลาร์​

การรักษากลุ่มโรคไบโพลาร์นั้นแตกต่างจากกลุ่มโรคซึมเศร้าในหลายด้วย ประเด็นที่สำคัญคือการรักษาด้วยยา เนื่องจากการรักษาด้วยยาในกลุ่มโรคไบโพลาร์นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของการรักษา 

ยาที่ใช้รักษาในกลุ่มโรคไบโพลาร์นั้นมีหลากหลายด้วยกัน ตัวอย่างของกลุ่มยาที่นำมาใช้ในกลุ่มโรคไบโพลาร์ เช่น 

  • ลิเทียม (Lithium) – การรักษาด้วยลิเทียมนั้นจำเป็นต้องมีการติดตามกับแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินผลข้างเคียงจากยาที่อาจเกิดขึ้นจากยาและการปรับระดับยาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • กลุ่มยากันชักบางชนิด (Antiepileptic Drugs) – เช่น Valproic Acid, Carbamazepine, Lamotrigine ซึ่งแต่ละชนิดนั้นมีข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนรับยา 
  • ยาทางจิตเวชอื่น ๆ – เช่น Quetiapine, Risperidone, Aripiprazole, Lurasidone, Haloperidol, Olanzapine-Fluoxetine Combination (OFC), Clonazepam, Lorazepam ซึ่งมีข้อบ่งใช้และอาการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดที่แตกต่างกันในยาแต่ละขนิด

ถึงแม้ยาจะมีความจำเป็นดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่การบำบัดทางจิตสังคม (Psychosocial Intervention) ยังมีบทบาทเสริมจากการรักษาด้วยยา ในช่วงที่มีอาการซึมเศร้าหรือป้องกันการกำเริบ ตัวอย่างของการบำบัดทางจิตสังคมที่มีหลักฐานว่ามีประโยชน์ในโรคไบโพลาร์ เช่น 

  • การให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต (Psychoeducation)
    • เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของโรค การดำเนินโรค แผนการรักษา และการจัดการปัญหา (เช่น สัญญาณเตือนของการเป็นซ้ำ) เบื้องต้น
  • การบำบัดแบบความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy)
    • ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับการรับรู้ การตีความและการตอบสนองให้ยืดหยุ่นมากขึ้น 
  • การบำบัดครอบครัว (Family-Focused Therapy)
    • เป็นการร่วมกันพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับคนในครอบครัว โดยเฉพาะการสื่อสาร เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การบำบัดสัมพันธภาพบุคคลและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย (Interpersonal and Social Rhythm Therapy)
    • คล้ายคลึงกับการบำบัดสัมพันธภาพบุคคล (IPT) แต่มีการเพิ่มเติมในส่วนของการบำบัดจังหวะการเข้าสังคมและการนอนเพิ่มเข้ามา

และในบางกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีภาวะอันตราย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องให้การรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด หรือกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหรือการรักษาทางจิตสังคม จิตแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการกระตุ้นไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy) 

ปรึกษาเรื่องการรักษาโรคไบโพลาร์กับจิตแพทย์ที่แอป BeDee สะดวก เป็นส่วนตัว 

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มโรคไบโพลาร์​

ผลกระทบของโรคไบโพลาร์ที่ไม่ได้รับการรักษานั้นมีมีหลากหลายและมีความรุนแรงสูง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วง แมเนีย (Manic Episode) หรือ ไฮโปแมเนีย (Hypomanic Episode) เนื่องจากอาการที่เป็นลักษณะเด่นของช่วงดังกล่าวคือ “การสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ (Impaired Judgement)” โดยตัวอย่างของผลกระทบเหล่านี้ เช่น 

  • การดื่มแอกอฮอล์มากเกินกว่าปกติ 
  • การเล่นพนันที่ควบคุมไม่ได้
  • การมองข้ามรายละเอียดเล็กน้อย
  • การใช้เงินเกินตัวหรือการลงทุนที่ไม่เหมาะสม 
  • การมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม

นอกจากความเสี่ยงจากอาการทางจิตโดยตรงที่ระบุไปในข้างต้นนั้น หลักฐานในปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มโรคไบโพลาร์นั้นมีโรคร่วมทั้งทางกายและทางจิตสูงกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีภาวะดังกล่าว เช่น 

  • โรคร่วมทางกาย
    • พบว่ามีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรโดยสาเหตุมาจากทั้งจากการฆ่าตัวตาย และภาวะทางกายอื่น ๆ อันประกอบไปด้วย โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ และโรคระบบต่อมไร้ท่อ
    • พบภาวะโรคอ้วนในผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วได้มากถึง 50% และเกิดขึ้นโดยไม่ได้เป็นผลจากยารักษาอาการทางจิตโดยตรง
    • พบกลุ่มโรคเมตาบอลิคในผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วได้มากถึง ⅓ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจตามมาได้
  • โรคร่วมทางจิตเวช
    • กลุ่มโรควิตกกังวล
    • กลุ่มการใช้สุราและสารเสพติด 
    • กลุ่มความผิดปกติของบุคลิกภาพ เช่น บุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง เป็นต้น
    • กลุ่มความผิดปกติของการกิน เช่น Binge Eating Disorder

วิธีการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยไบโพลาร์

ถึงแม้ว่าโรคไบโพลาร์จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่เมื่อได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการดูแลตัวเอง (Self-Help Techniques) จะช่วยลดผลกระทบจากตัวโรคที่มีต่อการใช้ชีวิตได้ โดยคำแนะนำเกี่ยวการดูแลตัวเองในกลุ่มโรคไบโพลาร์จาก the National Health Service (NHS) จากสหราชอาณาจักร มีรายละเอียดดังนี้

  • การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาการที่มีคุณค่า
    • ทั้งสองสั้งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในมนุษย์ทุกคน อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายสามารถช่วยลดอาการของโรคอารมณ์สองขั้วได้ (โดยเฉพาะในขั้วซึมเศร้า)
    • ทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยทำให้เกิด “กิจวัตร” ซึ่งจำเป็นในมนุษย์ทุกคน
    • เมื่อออกกำลังกายควบคุมกับการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า จะช่วยคุมน้ำหนักและช่วยลดโอกาสการเกิดเบาหวานด้วย ซึ่งดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวที่สูงนั้นเช่นกัน
    • พักผ่อนอย่างเพียงพอ เนื่องจากจำนวนชั่วโมงของการนอนที่ลดลงนั้น สามารถที่จะกระตุ้นให้ภาวะอารมณ์สองขั้วกำเริบได้
  • ตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้ง
    • ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่ากลุ่มโรคอารมณ์สองขั้วนั้นสามารถพบร่วมกับภาวะ Metabolic Syndrome ได้ ซึ่งการตรวจพบภาวะดังกล่าวที่รวดเร็วจะช่วยลดผลกระทบที่ตามมาได้
  • ใช้ทักษะการจัดการตัวเอง
    • เพื่อให้ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วมีส่วนร่วมในการดีขึ้นจากโรคด้วยวิธีต่างๆ เช่น สังเกตปัจจัยกระตุ้นตัวโรค อาการเตือน ทักษะการจัดการปัญหา การมีสัมพันธภาพใกล้ชิด รวมไปถึง การสื่อสารกับคนใกล้ชิดว่าหากตนมีอาการกำเริบจะต้องทำอะไรบ้าง
  • การพูดคุยเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของตน
    • โดยสามารถทำได้กับคนใกล้ชิดของตน หรือในผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่าหากได้พูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการใช้สุราและสารเสพติด
    • ผู้ป่วยไบโพลาร์หลายกลุ่มใช้สารเสพติดเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด และความทุกข์ของตนแต่สารเสพติดนั้นมีหลักฐานมากมายว่าสามารถทำให้โรคกำเริบได้ทั้ง ช่วงแมเนีย ไฮโปแมเนีย และช่วงซึมเศร้า
    • ในผู้ป่วยบางกลุ่มหากได้รับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้วแล้ว ปัญหาการใช้สารเสพติดก็สามารถดีขึ้นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางกลุ่มที่ถึงแม้ว่าจะคุมอาการของโรคอารมณ์สองขั้วได้ แต่อาจยังมีปัญหาเรื่องสารเสพติดต่อเนื่องได้ ซึ่งยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาอยู่
  • สังเกตภาวะฉุกเฉินทางจิตเวชที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
    • เช่น กรณีที่มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่นั้น อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงและรักษาในทันที

วิธีดูแลคนใกล้ชิดที่เป็นไบโพลาร์

ดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์

เมื่อพบว่าคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคไบโพลาร์แล้วนั้น การดูแลและการปฏิบัติจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษา และการบรรเทาอาการโดยญาติหรือผู้ใกล้ชิดสามารถดูแลผู้ป่วยได้ด้วยวิธีดังนี้

  • คอยสังเกตอาการ ซึ่งหากพบอาการที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล เศร้าหดหู่ การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย พฤติกรรมอันตราย หรือมีการใช้สารเสพติดใด ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลอย่างรวดเร็ว
  • หากพบว่ามีอาการที่สงสัยว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้นเช่น ทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายผู้อื่น ให้รีบปรึกษาแพทย์ในทันที โดยอาจพิจารณาการรับบริการที่ห้องฉุกเฉิน
  • ร่วมสนับสนุนให้ผู้ป่วยร่วมมือกับแผนการรักษา
  • เนื่องจากอาการหนึ่งของตัวโรคคือการที่ไม่สามารถแยกแยะอาการออกจากตัวตนได้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ดูแลจะทำหน้าที่เป็นมาตรวัด ว่าสิ่งใดที่ผิดปกติไปจากตัวผู้ป่วยเดิม หรือสิ่งใดที่เป็นปฏิกริยาปกติของผู้ป่วย หากสามารถทำเช่นนี้ได้จะช่วยให้ผู้ดูแลตอบสนองต่ออาการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านความเข้าใจและการให้กำลังใจ รวมถึงการขอความช่วยเหลือที่เหมาะสมด้วย
  • การที่เราจะดูแลผู้อื่นนั้น ตัวเราเองจำเป็นต้องพร้อมก่อน ผู้ดูแลจึงจำเป็นที่จะต้องไม่ละเลยตัวเองและดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เช่น ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีคุณค่า นอนหลับให้เพียงพอ และหากผู้ดูแลสังเกตว่าตนไม่สามารถจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากต้องการความช่วยเหลือหรือปรึกษาเพิ่มเติมควรรีบสอบถามแพทย์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับไบโพลาร์​

ยารักษาไบโพลาร์มีผลข้างเคียงไหม?

จริง ๆ แล้วยาทุกชนิดที่เราใช้ รับประทาน, ทา หยอด หรือ เหน็บ ล้วนแต่มีผลข้างเคียงด้วยกันทั้งสิ้น โดยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้นสามารถเกิดได้หากได้รับประมาณมากเกินไป (Overdose) หรือแม้แต่ได้รับในขนาดที่ใช้รักษาก็สามารถเกิดผลข้างเคียงได้ทั้งสิ้น เราสามารถนึกภาพน้ำเปล่าที่เราดื่ม หากรับประทานน้อยเกินไป ก็อาจเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) หรือหากได้รับน้ำเปล่ามากเกินไปก็อาจเกิดภาวะพิษขึ้นได้ (Water Intoxication)

สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากยารักษาไบโพลาร์นั้น แตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้นสามารถที่จะจำกัดให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผ่านการตรวจประเมินและติดตามอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้การประเมินก่อนเริ่มยา เช่น ค่าการทำงานของตับและไต หรือ Biomarker บางอย่างที่ช่วยประเมินโอกาสเสี่ยงแพ้ยารุนแรงได้ หรือการตรวจเลือดเพื่อพิจารณาระดับยาในเลือด และต้องมีการประเมินประโยชน์ที่จะได้รับจากยาเทียบกับโอกาสการเกิดผลข้างเคียง โดยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นนั้นมีความรุนแรงที่หลากหลาย ตั้งแต่

  • ไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ
  • เกิดผลข้างเคียงที่อาจไม่รุนแรง สามารถรักษาตามอาการ หรืออาจดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย เบื่ออาหารหรืออยากอาหากมากกว่าปกติ ปากแห้ง คอแห้ง ตาแห้ง ตามัว มือสั่น ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัดกลืนลำบาก เดินแข็งทื่อ
  • เกิดผลข้างเคียงที่อาจอันตรายได้ถึงชีวิต เช่น การแพ้ยาชนิด Steven-Johnson Syndrome หรือ Toxic Epidermal Necrotizing , ภาวะเซโรโทนินมากเกินไป (Serotonin Syndrome) หรือ กลุ่มอาการ Neuroleptic Malignant Syndrome เป็นต้น

ไบโพลาร์ต้องกินยาตลอดชีวิตไหม? 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าโรคไบโพลาร์นั้นเป็นโรคเรื้อรัง และการกำเริบของโรคในแต่ละครั้งนั้นทำให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรง โดยผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วนั้น เกือบทั้งหมดจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ และเพื่อลดอาการที่คงเหลือ รวมไปถึงการฟื้นฟูการดำเนินและคุณภาพชีวิต

เนื่องจากมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าผู้ป่วยไบโพลาร์ที่มีอาการกำเริบบ่อยจะสัมพันธ์กับการที่มีปริมาตรของเนื้อสมองลดลง การถดถอยของระดับการรู้คิด ระยะเวลาที่ไม่มีอาการสั้นลง รวมไปถึงมีความถี่และความรุนแรงของการกำเริบที่มากขึ้น ดังนั้นความจำเป็นในการใช้ยาเพื่อป้องกันการกำเริบของโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด อย่างไรก็ตามการใช้ยาเพื่อป้องกันอาการกำเริบนั้นจำเป็นที่จะต้องเลือกยาที่ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่กระทบต่อชีวิตผู้ป่วยและอาจเป็นเหตุให้เกิดการหยุดยาตามมาได้ ซึ่งระยะเวลาในการป้องกันอาการกำเริบนั้นแตกต่างกันในแต่ละผู้ป่วย

สอบถามเรื่องอื่น ๆ กับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่แอป BeDee สะดวก เป็นส่วนตัว ไม่ต้องเดินทาง